Transmission Control Protocol (TCP)

Transmission Control Protocol

ทีซีพี หรือ TCP มาจากคำว่า Transmission Control Protocol ทีซีพี เป็นหนึ่งในโปรโตคอลหลักในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หน้าที่หลักของทีซีพี คือ ควบคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างโฮส ถึง โฮส ในเครือข่าย เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยตัวโปรโตคอลจะรับประกันความถูกต้อง และลำดับของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย นอกจากนั้นทีซีพียังช่วยจำแนกข้อมูลให้ส่งผ่านไปยังแอปพลิเคชัน ที่ทำงานอยู่บนโฮสเดียวกันให้ถูกต้องด้วย

งานหลักที่สำคัญของทีซีพีอีกงานหนึ่งคือ เป็นโปรโตคอลที่ขั้นกลางระหว่างแอปพลิเคชันและเครือข่ายไอพี ทำให้แอปพลิเคชันจากโฮสหนึ่ง สามารถส่งข้อมูลออกยังอีกโฮสหนึ่งผ่านเครือข่ายเปรียบเสมือนมีท่อส่งข้อมูล ระหว่างกัน

ทีซีพี เป็นโปรโตคอลที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกของอินเทอร์เน็ต มีแอปพลิเคชันจำนวนมากที่ใช้โปรโตคอลทีซีพีเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อ เช่น เวิลด์ไวด์เว็บ เป็นต้น

อ้างอิง จากวิกิพีเดีย

Protocal Internet

โพรโทคอลอินเทอร์เน็ต

The five-layer TCP/IP model
5. Application layer

DHCP • DNSFTPGopher • HTTP • IMAP4 • IRC • NNTP • XMPP • MIME • POP3 • SIP • SMTP • SNMP • SSH • TELNETRPCRIPRTPRTCP • TLS/SSL • SDP • SOAP •

4. Transport layer

TCP • UDP • DCCPSCTPGTP

3. Internet layer

IP (IPv4IPv6) • IGMP • ICMP • RSVPBGPOSPFISISIPsecARPRARP

2. Data link layer

802.11 • ATM • DTMEthernetFDDIFrame RelayGPRSEVDOHSPAHDLC • PPP • L2TPPPTP • …

1. Physical layer

Ethernet physical layerISDNModems • PLCSONET/SDHG.709WiMAX



โพรโทคอลอินเทอร์เน็ต (ไอพี)​ (Internet Protocol: IP) เป็นโพรโทคอลที่ ใช้ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย ไอพีเป็นโพรโทคอลที่เป็นรากฐานสำคัญของอินเทอร์เน็ต มักกล่าวคู่กับ Transmission Control Protocol ในชื่อ TCP/IP การทำงานของไอพีเป็นการทำงานแบบไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูล

รุ่นปัจจุบันคือ IPv4 และกำลังอยู่ในช่วงผลักดันให้ใช้ IPv6

อ้างอิง จากวิกิพีเดีย

IP Adress คืออะไร

หมายเลขไอพี - IP Adress

The five-layer TCP/IP model
5. Application layer

DHCP • DNSFTPGopher • HTTP • IMAP4 • IRC • NNTP • XMPP • MIME • POP3 • SIP • SMTP • SNMP • SSH • TELNETRPCRIPRTPRTCP • TLS/SSL • SDP • SOAP •

4. Transport layer

TCP • UDP • DCCPSCTPGTP

3. Internet layer

IP (IPv4IPv6) • IGMP • ICMP • RSVPBGPOSPFISISIPsecARPRARP

2. Data link layer

802.11 • ATM • DTMEthernetFDDIFrame RelayGPRSEVDOHSPAHDLC • PPP • L2TPPPTP • …

1. Physical layer

Ethernet physical layerISDNModems • PLCSONET/SDHG.709WiMAX

หมายเลขไอพี หรือ ไอพีแอดเดรส (Internet Protocol Address) คือหมายเลขที่ใช้ในระบบเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอล Internet Protocol คล้ายกับหมายเลขโทรศัพท์ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเราท์เตอร์ เครื่องแฟกซ์ จะมีหมายเลขเฉพาะตัวโดยใช้เลขฐานสอง จำนวน 32 บิต โดยการเขียนจะเขียนเป็นชุด 4 ชุด โดยแต่ละชุดจะใช้เลขฐานสองจำนวน 8 บิต ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับระบบเลขฐานสิบ จึงมักแสดงผลโดยการใช้เลขฐานสิบ จำนวน 4 ชุด ซึ่งแสดงถึงหมายเลขเฉพาะของเครื่องนั้น สำหรับการส่งข้อมูลภายในเครือข่ายแลน แวนหรือ อินเทอร์เน็ต โดยหมายเลขไอพีมีไว้เพื่อให้ผู้ส่งรู้ว่าเครื่องของผู้รับคือใคร และผู้รับสามารถรู้ได้ว่าผู้ส่งคือใคร

ตัวอย่างของหมายเลขไอพี ได้แก่ 207.142.131.236 ซึ่งเมื่อแปลงกลับมาในรูปแบบที่อ่านได้จะเรียกว่า โดเมนแอดเดรส ผ่านทาง โดเมนเนมซีสเทม (Domain Name System) ซึ่งหมายเลขนั้นหมายถึง www.wikipedia.org

ไอพีเวอร์ชัน 4

ระบบตัวเลขไอพีที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบ ไอพีเวอร์ชันที่ 4 (IPv4) ซึ่งจะเป็นระบบ 32 บิตหรือสามารถระบุเลขไอพีได้ตั้ง 0.0.0.0 ถึง 255.255.255.255 (ตัวเลขบางตัวเป็นไอพีสงวนไว้สำหรับหน้าที่เฉพาะเช่น 127.0.0.0 จะเป็นการระบุถึงตัวอุปกรณ์เองไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะมีไอพีสื่อสารจริงๆ เป็นเท่าไร) อย่างไรก็ตามจากระบบตัวเลขที่จำกัดนี้สามารถเพิ่มขยายด้วยเทคนิคของไอพีส่วน ตัว (private IP) กับการแปลงไอพี (Network Address Translation หรือ NAT) 684

คลาส

ไอพีเวอร์ชัน 4 ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น Class ชนิดต่างๆเพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานต่างๆกันดังต่อไปนี้

  1. คลาส A เริ่มตั้งแต่ 1.0.0.1 ถึง 127.255.255.254
  2. คลาส B เริ่มตั้งแต่ 128.0.0.1 ถึง 191.255.255.254
  3. คลาส C เริ่มตั้งแต่ 192.0.1.1 ถึง 223.255.254.254
  4. คลาส D เริ่มตั้งแต่ 224.0.0.0 ถึง 239.255.255.255 ใช้สำหรับงาน multicast
  5. คลาส E เริ่มตั้งแต่ 240.0.0.0 ถึง 255.255.255.254 ถูกสำรองไว้ ยังไม่มีการใช้งาน

สำหรับไอพีในช่วง 127.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 ใช้สำหรับการทดสอบระบบ

ไอพีส่วนตัว (Private IP)

ไอพีส่วนตัวมีไว้สำหรับใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น ไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใดก็ตาม ได้แก่

  1. ไอพีส่วนตัว คลาส A เริ่มตั้งแต่ 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.0.0.0 ขึ้นไป
  2. ไอพีส่วนตัว คลาส B เริ่มตั้งแต่ 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.240.0.0 ขึ้นไป
  3. ไอพีส่วนตัว คลาส C เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.255.0.0 ขึ้นไป

ไอพีส่วนตัวข้างต้นถูกกำหนดให้ไม่สามารถนำไปใช้งานในเครือข่ายสาธารณะ (Internet) ได้

ไอพีสาธารณะ (Public IP)

ไอพีสาธารณะมีไว้สำหรับให้แต่ละองค์กร แต่ละบุคคล ต่างก็สามารถเชื่อมต่อเข้าหากัน รับส่งข้อมูลระหว่างกันผ่านเครือข่ายสาธารณะได้

การแปลงไอพี (NAT)

เนื่องจากเมื่อแต่ละองค์กร แต่ละบุคคล ต่างก็ใช้งานไอพีส่วนตัวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถติดต่อกับเครือข่ายสาธารณะ (Internet) ได้ จึงทำให้องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการแปลงไอพี เพื่อช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะ ได้ นอกจากนี้ไอพีสาธารณะเองก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เมื่อแต่ละองค์กร แต่ละบุคคลต้องการที่จะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายสาธารณะจะทำให้เกิดปัญหาไอ พีสาธารณะไม่พอเพียงต่อการใช้งาน ดังนั้นเพื่อให้เกิดการใช้งานไอพีสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการแปลงไอพีส่วนตัวของแต่ละองค์กรให้สามารถแบ่งปันกันใช้งาน ไอพีสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัด (Overloaded NAT) ในแง่ของความปลอดภัย การแปลงไอพีสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายได้ เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์จากเครือข่ายสาธารณะทั้งหลาย จะไม่สามารถรู้จักไอพีที่แท้จริงของคอมพิวเตอร์ในองค์กร ทำให้ความเสี่ยงที่คอมพิวเตอร์ภายในองค์กรจะถูกโจมตีในแง่ต่างๆลดลงไปด้วย

ไอพีเวอร์ชัน 6

ไอพีเวอร์ชันที่ 6 (IPv6) ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์หลักในการแก้ปัญหาการขาดแคลนจำนวนหมายเลขไอพี ซึ่งกำหนดโดยมาตรฐานไอพีเวอร์ชันที่ 4 ซึ่งในมาตรฐานของเวอร์ชัน 6 นี้จะใช้ระบบ 128 บิตในการระบุหมายเลขไอพี






อ้างอิง จากวิกิพีเดีย

VOIP การสื่อสารช่องทางใหม่

Voice over Internet Protocol (VOIP)


ลักษณะการเชื่อมต่อ

วีโอไอพี (VoIP) ย่อมาจาก วอยส์โอเวอร์ไอพี (Voice over Internet Protocol) (หรือชื่ออื่น IP Telephony, Internet telephony, หรือ Digital Phone) เป็นการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือโครงข่ายอื่นๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล สัญญาณเสียงจะถูกตัดแบ่งเป็นแพ็คเก็ตวิ่งผ่านไปบนโครงข่ายที่ใช้สำหรับการ สื่อสารข้อมูลทั่วไป แทนการใช้วงจรเฉพาะตามวิธีการสื่อสารในระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม เปรียบได้กับการให้รถยนต์วิ่งแทรกกันได้ตามช่องว่างที่มีอยู่ของถนน แทนการให้รถยนต์คันเดียวจองถนนวิ่งแบบผูกขาด ข้อดีของวีโอไอพีก็คือการสามารถใช้โครงข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถให้บริการได้ในอัตราค่าบริการที่ถูกลงมาก

การใช้งาน

ในการใช้บริการวีโอไอพี ผู้ใช้บริการจะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก่อน หลังจากนั้น สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า ซอฟท์โฟน และไมโครโฟนกับหูฟัง เพื่อพูดคุยกับปลายทางได้ ในปัจจุบัน มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า อะนาล็อกเทเลโฟนอะแด็ปเตอร์ เข้ามาแทนการใช้คอมพิวเตอร์ ต่อกับอินเทอร์เน็ต และใช้เครื่องโทรศัพท์อะนาล็อกที่ใช้งานตามบ้านหรือสำนักงานทั่วไปในการ โทรศัพท์แบบวีโอไอพีได้ ทำให้ได้รับความสะดวก และความรู้สึกไม่แตกต่างจากการใช้โทรศัพท์แบบดั้งเดิม

การใช้งานวีโอไอพี สามารถใช้งานได้ทั้งในการโทรศัพท์ถึงปลายทางที่เป็นวีโอไอพีเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีการเก็บค่าบริการ แต่ทั้งสองข้างจะต้องออนไลน์พร้อมกัน หรือจะโทรไปยังปลายทางที่เป็นหมายเลขโทรศัพท์ปกติ ทั้งโทรศัพท์ประจำที่หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ได้ ในกรณีนี้ จะต้องมีการสมัครเป็นสมาชิกของบริการและชำระค่าบริการล่วงหน้า แต่ค่าบริการจะถูกกว่าการโทรศัพท์ปกติมาก

จุดด้อยของวีโอไอพี

จุดด้อยของวีโอไอพีก็คือ ในบางกรณีคุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีเท่าโทรศัพท์ปกติ และอาจจะมีการดีเลย์หรือการที่สัญญาณเสียงเดินทางมาช้า ทำให้พูดสวนกันไม่ได้ถนัด ต้องรอให้แต่ละฝ่ายพูดให้จบก่อนจึงจะพูดได้ แต่ปัญหานี้ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนแทบจะไม่มีความแตกต่าง อีกต่อไป ข้อเสียอีกประการหนึ่งก็คือ โทรศัพท์วีโอไอพี จะใช้งานไม่ได้เมื่อไฟฟ้าดับ หรืออินเทอร์เน็ตเกิดขัดข้อง

อนาคตของวีโอไอพี

วีโอไอพี หรือที่มักจะเรียกกันย่อๆว่าวอยส ์จะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากคุณภาพที่ได้รับปรับปรุงและค่าใช้จ่ายที่ถูก จนในที่สุดอาจจะกลายเป็นบริการฟรี เช่น เดียวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตอื่นๆ เช่น การสืบค้นเว็บไซต์ การใช้อีเมล เพราะอันที่จริงก็ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ผู้ใช้บริการเพียงแต่จ่ายค่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น

เนื่องจากในปัจจุบัน วีโอไอพี ไม่มีหมายเลขของตัวเอง ได้มีความพยายามที่จะสร้างเลขหมายโทรศัพท์สำหรับวีโอไอพีที่ใช้งานได้ทั่ว โลก เรียกว่า อีนัม (enum) ซึ่งถ้าได้มีการยอมรับแพร่หลาย เราก็จะมีหมายเลขนี้ติดตัวเราไปได้ทุกที่ทั่วโลก เพียงแต่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถติดต่อกันได้โดยกดหมายเลขอีนัมคล้ายๆ กับโทรศัพท์ในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ถ้าโครงข่ายไว-ไฟ หรือ ไวแม็กซ์ มีการขยายครอบคลุมมากขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านไว-ไฟ หรือ ไวแม็กซ์ ที่สามารถใช้วีโอไอพีได้ ซึ่งจะมีความสามารถสูงกว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีแบนด์วิดธ์ที่กว้าง การใช้วีดีโอโฟน จะกลายเป็นมาตรฐานทั่วไป ในปัจจุบัน ก็เริ่มมีการวางตลาดเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้เป็นโทรศัพท์ไว-ไฟในตัวบ้าง แล้ว


อ้างอิง จากวิกิพีเดีย

เน็ตบ้านๆ ทำฟรีโดเมนครับ

วิธีการทำ Free Domain แบบ .co.cc

ก่อนที่จะลงมือทำ มาทำความเข้าใจเรื่องระบบ Domain Name Server กันก่อนครับ

การทำงานของ Domain มีอยู่สองส่วน ดังนี้
ส่วนแรกก็คือส่วนที่เราสั่งซื้อ ได้มาเป็นชื่อ เช่น www.29walk.com เป็นต้น ซึ่งจะสามารถตั้ง NS ได้ NS ก็คือส่วนที่สอง ย่อมาจาก
Name Server สมมติว่าถูกตั้งไว้ที่ ns1.seee.com แล้วโฮสคือไอพี 123.123.123.123
(Domain=www.29walk.com,NS=ns1.seee.com,Host=123.123.123.123)
เมื่อเราเข้า www.29walk.com มันก็จะส่งข้อมูลไปถาม ns1.seee.com ว่า www.29walk.com มีหมายเลขไอพีอะไร ns1.seee.com
ก็ตอบกลับไปว่า 123.123.123.123 แล้วจากนั้นเครื่องของเราก็จะไปเข้า 123.123.123.123 ในฐานะของผู้ใช้งาน www.29walk.com

ns คือสามารถอธิบายง่ายๆ ว่าเป็นผู้บอกไอพีของโดเมน และซับโดเมนของโดเมน นั้นๆ ซึ่ง ในจุดนี้นี่เองที่ .co.cc นำมาดัดแปลง ให้
Forward DNS มาที่ IP ของ DNS ในฐานข้อมูลของ .co.cc ซึ่งเครื่องที่จะใช้เป็นโฮสเพื่อใช้ร่มกับ .co.cc จะต้องมี NS Server
คอยบอกว่า (โดเมนนี้,ซับโดเมนนี้) โฮสอยู่ไอพีนี้นะ.
ซึ่งนับว่ายุ่งยากหน่อยสำหรับการใช้งาน เพราะต้องมี ns server อีก ถึงจะใช้.co.cc ได้ เรามาลองทำแบบที่เหนือกว่ากันครับ
ซึ่งสิ่งที่เราจะทำคือ ใช้ Domain ตั้ง DNS มาที่เครื่องของเราเอง แล้วใช้ DNS ของเรา คุมการใช้งาน Domain นั้นๆ โดยทั้งหมด
โดยผู้ใช้งานโดเมนของเรา ไม่ต้องมี NS Server เพราะเราบ่งชี้ไอพี ณ เครื่อง NS ของเรา ไม่ได้ Forward DNS ไปที่ไหนอีกต่อหนึ่ง
และทำให้ Subdomain ของ Sub Domain นั้นๆ โดยทั้งหมดสามารถถูกควบคุมโดยผู้ให้บริการ ซึ่งก็คือตัวเราเอง

มาดูวิธีทำกันครับ(ยกตัวอย่างบนระบบ Windows ละกันครับ)
1. เข้าไปดาวน์โหลด โปรแกรม Mini-DNS มาจาก http://www.29walk.com ตรงหมวด Free Application ครับ(อย่าเพิ่งเปิดอะไร)
2. ติดตั้ง Web Server ในเครื่อง ของคุณให้เรียบร้อย
3. แตกไฟล์ Mini-DNS แล้วเข้าไปในโฟลเดอร์ที่แตกออกมาจะพบไฟล์ 4 ไฟล์ ให้ Copy ไฟล์ทั้ง 4 ไปไว้ใน Web Root Folder
(วางไว้ใน Root of www นะครับ ตัวอย่างเช่น htdocs ,Public_html,wwwroot เป็นต้น)
4. ถ้าใช้เน็ตตามบ้านเรือนธรรมดาให้ไปสมัคร no-ip (DNS for Dynamic IP)แล้ว FW port 53 UDP&TCP แต่ถ้าเป็น Static IP อยู่แล้วก็ไม่
ต้องทำ ครับ ข้ามข้อนี้ไปเลย
5. เข้าไปที่ หน้าบริหารจัดการโดเมนของคุณแล้วชี้ DNS มาที่ IP (หรือ Domain) ของเครื่องที่คุณใช้(ที่คุณโหลดโปรแกรมมาลงเนี่ย)
6. เมื่อได้เปลี่ยนสมบูรณ์แล้ว DNS ชี้มาที่ IP ดังกล่าวแล้ว ให้เปิด Mini DNS โปรแกรมจะบอกว่า จะทำงานอยู่เบื้องหลัง แล้วหายไป
เป็นอันใช้ได้(หายไป แต่จริงๆแล้วยังทำงานอยู่นะครับ) แล้วรัน WebServer ครับ
7. รอสักครู่(30 วิ)แล้วลองเข้าโดเมนของคุณดู จะพบว่า IP กลายเป็นเครื่องของคุณเองแล้วเว็บก็กลายเป็น เว็บที่อยู่ในเครื่องของคุณเอง

ถ้าข้อ 7 เป็นไปตามที่ผมบอกนั่นแสดงว่าคุณทำสำเร็จแล้ว ทีนี้มาดูวิธีการตั้งค่าโดเมนกันครับ
ให้เข้าไปที่ไฟล์ userdata.txt จะเห็นแต่ละบรรทัดมีชื่อโดเมนอยู่ นั่นคือตัวอย่างครับ
โดยการตั้งค่าที่ถูกต้องมีดังนี้
ชื่อโดเมน"IPADDRESS"
ชื่อโดเมน2"IPADDRESS2"

สมมติว่า ผม ใช้ www.29walk.com ในการทำ Free Domain แล้วมีคนสมาสมัคร โดยต้องการ domain ว่า "data.29walk.com"
โดยเขาจะนำโดเมนดังกล่าวไปใช้กับ Webserver ของเขา ซึ่งเว็บเซิฟเวอร์ของเขา อยู่ที่ไอพี 123.123.123.123 ผมก็จะต้องเขียนว่า
data.29walk.com"123.123.123.123"
เป็นต้น และข้อควรจำคือ 1 บรรทัด ใส่ได้ 1 โดเมนถ้าคุณทำแบบนี้
ชื่อโดเมน"IPADDRESS"ชื่อโดเมน2"IPADDRESS2"
โปรแกรมจะไม่ทำงานให้

คำถามคือ แล้วจะเอาไปใช้ได้ทำแบบ .co.cc ได้อย่างไร Huh
คุณจะนำไปใช้ก็แค่เขียน Script Register พอมีคนมา Register Domain ก็เขียน ข้อมูลลงใน Userdata.txt
ซึ่ง Mini DNS ตัวนี้ มีความสามารถที่ ความเร็วสูง พอเขียนลงไฟล์ปุ๊บ มันก็จะอัพเดทป๊บเลยครับ ไม่ต้องรอนาน

ซึ่งถ้าอยากจะใช้กับ MySQL หรือสิ่งอื่นๆ ก็ดัดแปลงเอาครับ STANDARD INPUT REDIRECTION ก็ได้ครับ แล้วแต่ความสามารถของคุณ

Powered By 29Walk
ข้อความนี้อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ที่ใดก็ได้ แต่ห้ามเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น



ตัวอย่างของผม เข้ามาดูได้ที่ http://www.nzpba.co.cc อันนี้ใช้ เน็ตบ้านๆ ทำฟรีโดเมนครับ(เหมือน co.cc เลย )
[บางทีผมก็ปิดพักเครื่องนะครับ ถ้าเปิดก็จะเข้าได้ ถ้าผมไม่ได้เปิดเครื่องจะเข้าไม่ได้]

**หมายเหตุ
หากรันครั้งแรกแล้วใช้ไม่ได้ให้รัน Mini DNS ซ้ำอีกครั้งหนึ่งแล้วลองใหม่ จะใช้ได้แน่นอนครับ

ที่มา : http://www.thaihosttalk.com

Google Adsence คือ อะไร

กูเกิล แอดเซนส์

กูเกิล แอดเซนส์ (Google AdSense) เป็นชื่อของบริการโฆษณาบน เว็บไซต์ให้บริการโดยบริษัทกูเกิล โดยเจ้าของเว็บไซต์สามารถนำ ข้อความ ภาพ หรือ วีดีโอ ไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการโฆษณา และเมื่อมีผู้อ่านกดเข้าไปดูโฆษณานั้น ทางเจ้าของเว็บไซต์จะได้เงินจากการโฆษณา โดยระบบทั้งหมดจัดการโดยทางบริษัทกูเกิล เจ้าของเว็บไซต์สามารถสมัครเพื่อขอรับ รหัสโฆษณา จากกูเกิล ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โดย แอดเซนส์ จะสามารถทำรายได้ ได้โดย Pay-per-Click หรือ per-thousand-impressions โดยในล่าสุดนี้มีระบบใหม่ขึ้นมาคือ pay-per-action

สำหรับผู้ต้องการติดต่อโฆษณาผ่านทางระบบแอดเซนส์ สามารถทำได้โดยผ่านทางระบบที่เรียกว่า กูเกิล แอดเวิร์ด (Google AdWords)

เงื่อนไขของ กูเกิลแอดเซนส์

เว็บไซต์ต่อไปนี้เป็นเว็บที่ห้ามนำ โฆษณาในของกูเกิลแอดเซนส์ไปลง ซึ่งถ้าถูกตรวจพบจะถูกยกเลิกทันที

  • เว็บไซต์ที่เนื้อหาหลักเป็นภาษาที่นอกเหนือจากภาษาที่รับรองทั้ง 28 ภาษา ปัจจุบันนี้ กูเกิลได้รองรับภาษาไทยแล้ว
  • เว็บไซต์ที่มีคำพูดที่ไม่เหมาะสม มีคำหยาบคาย
  • เว็บไซต์ที่มีรูปภาพประเภท ภาพโป๊
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันขันต่อ คาสิโน
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านองค์กร หรือกลุ่มต่างๆ ที่มีความรุนแรง
  • เว็บไซต์ที่เกียวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ และยา ที่ผิดกฎหมาย
  • เว็บไซต์ที่เป็นการแฮกกิ้ง
  • เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งของที่ผิดกฎหมายทุกประเภท

ประเภทของ Adsense

  • Adsense for content คือ โฆษณา ที่จะขึ้นตามเนื้อหาของเว็บไซต์
  • Adsense for search คือ กล่องสำหรับการค้นหาข้อมูล
  • Referrals คือ โฆษณาแนะนำผลิตภัณฑ์ ได้รายได้มาจากส่วนแบ่งการขาย

อ้างอิง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

บล็อก หรือ Blog คือ

บล็อก

บล็อก (blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก (weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภท หนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอใน หลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า "บล็อก" ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก และนอกจากนี้ผู้ที่เขียนบล็อกเป็นอาชีพก็จะถูกเรียกว่า "บล็อกเกอร์"

บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน นอกจากนี้บล็อกที่ถูกเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือจะเรียกว่าไดอารีออนไลน์ ซึ่งไดอารีออนไลน์นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้บล็อกในปัจจุบัน นอกจากนี้ตามบริษัทเอกชนหลายแห่งได้มีการจัดทำบล็อกของทางบริษัทขึ้น เพื่อเสนอแนวความเห็นใหม่ใหักับลูกค้า โดยมีการเขียนบล็อกออกมาในลักษณะเดียวกับข่าวสั้น และได้รับการตอบรับจากทางลูกค้าที่แสดงความเห็นตอบกลับเข้าไป เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์

ความนิยม

บล็อกได้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบันในวงการสื่อมวลชนใน หลายประเทศ เนื่องจากระบบแก้ไขที่เรียบง่าย และสามารถตีพิมพ์เรื่องราวได้โดยไม่ต้องใช้ความรู้ในการเขียนเว็บไซต์ โดยนอกเหนือจากที่ผู้เขียนข่าวส่งผลงานให้กับทางสื่อแล้ว ยังได้มาเขียนข่าวในอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูล หรือแนวความคิด โดยการเขียนบล็อกสามารถเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนได้รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่าย น้อยกว่า สื่อในด้านอื่น ข่าวที่นิยมในการเขียนบล็อกต่อสื่อมวลชน ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะเรื่องซุบซิบวงการดารา ข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น

จากความนิยมที่มากขึ้น ทำให้หลายเว็บไซต์เปิดให้มีส่วนการใช้งานบล็อกเพิ่มขึ้นมาในเว็บของตนเอง เพื่อเรียกให้มีการเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน

การใช้งานบล็อก

ผู้ใช้งานบล็อกจะแก้ไขและบริหารบล็อกผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์เหมือน การใช้งานและอ่านเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีรูปแบบบริหารบล็อกที่แตกต่างกัน เช่นบางระบบที่มีบรรณาธิการของบล็อก ผู้เขียนหลายคนจะส่งเรื่องเข้าทางบล็อก และจะต้องรอให้บรรณาธิการอนุมัติให้บล็อกเผยแพร่ก่อน บล็อกถึงจะแสดงผลในเว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากบล็อกส่วนตัวที่จะให้แสดงผลได้ทันที

ผู้เขียนบล็อกในปัจจุบันจะใช้งานบล็อกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไม่ว่า ติดตั้งซอฟต์แวร์ของตัวเอง หรือใช้งานบล็อกผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการบล็อก

สำหรับผู้อ่านบล็อกจะใช้งานได้ในลักษณะเหมือนอ่านเว็บไซต์ทั่วไป และสามารถแสดงความเห็นได้ในส่วนท้ายของแต่ละบล็อกโดยอาจจะต้องผ่านการลง ทะเบียนในบางบล็อก นอกจากนี้ผู้อ่านบล็อกสามารถอ่านบล็อกได้ผ่านระบบฟีด ซึ่งมีให้บริการในบล็อกทั่วไป ทำให้ผู้ใช้สามารถอ่านบล็อกได้โดยตรง ผ่านโปรแกรมตัวอื่นโดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาสู่หน้าบล็อกนั้น

บล็อกซอฟต์แวร์

บล็อกซอฟต์แวร์ หรือ บล็อกแวร์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต ในลักษณะของระบบจัดการเนื้อหาเว็บ ที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้เขียนหรือดูแลบล็อกจะแยกจากกันต่างหาก ส่งผลให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ใน ด้านเอชทีเอ็มแอล หรือการทำเว็บไซต์แต่อย่างใด ทำให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ บริหารจัดการ เพิ่มเติม ข้อมูลและสารสนเทศแทนได้ นอกจากนี้บล็อกซอฟต์แวร์จะสนับสนุน ระบบ WYSIWYG ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียน และอาจเพิ่มเติมการมีเทมเพลตในหลายแบบให้เลือกใช้

ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทันทีโดยผู้ใช้ ซึ่งซอฟต์แวร์บางส่วนเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ซึ่งผู้พัฒนาสามารถนำมาปรับแก้ เป็นของตนเอง ติดตั้งไว้ใช้เป็นบล็อกส่วนตัว หรือเผยแพร่ให้คนอื่นมาใช้งานได้ ส่วนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์นั้น จะมีทั้งในรูปแบบที่ให้ใช้งานแบบเสียค่าใช้จ่ายหรือให้ใช้งานฟรี

บล็อกซอฟต์แวร์ที่เป็นที่รู้จัก

รายชื่อบล็อกซอฟต์แวร์ที่เป็นที่นิยมพร้อมทั้งชื่อซอฟต์แวร์ที่ใช้พัฒนาในวงเล็บ

ผู้ให้บริการบล็อกที่เป็นที่รู้จัก

รายชื่อผู้ให้บริการบล็อกที่มีชื่อเสียง

ผู้ให้บริการบล็อกในประเทศไทยที่เป็นที่รู้จัก

นอกจากนี้ทางเว็บที่นิยมของไทยอย่าง สนุก.คอม, กระปุก.คอม หรือผู้จัดการออนไลน์ ก็ได้มีการเปิดให้บริการบล็อก



อ้างอิงจาก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี